ทำไมนักลงทุนระดับโลกถึงหันมาถือสภาพคล่อง


เมื่อ "เงินสด" กลายเป็นอาวุธ: ทำไมนักลงทุนระดับโลกถึงหันมาถือสภาพคล่องเป็น "โล่ป้องกันความเสี่ยง" ในยุคที่โลกพลิกผันทุกวัน


โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และคนที่รู้ตัวช้าอาจจ่ายราคาแพง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำนาญ บริษัทประกัน หรือกองทุนมหาวิทยาลัยชื่อดัง ต่างพร้อมใจกันรุกเข้าสู่ "ตลาดทุนนอกตลาดหลักทรัพย์" หรือสินทรัพย์ประเภทที่ซื้อขายได้ยากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังซับซ้อนขึ้นอย่างที่หลายคนไม่ทันคาดคิด

ผลสำรวจประจำปีของ Northern Trust ที่เพิ่งเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารกองทุนและเจ้าของสินทรัพย์กว่า 180 รายทั่วโลก เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ "สภาพคล่อง" กำลังกลับมามีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เงินสำรองแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว




จากรับมือวิกฤต สู่ "คลังอาวุธทางการเงิน"


ย้อนกลับไปในอดีต การถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ง่ายนั้นถูกมองว่าเป็นการ "เสียโอกาส" เพราะแทนที่จะเอาเงินไปลงทุนให้งอกเงย กลับเอามาจอดทิ้งไว้โดยได้ผลตอบแทนน้อยนิด นักลงทุนสมัยนั้นเน้นการ "จัดสรรเงินทุนให้ทำงาน" อยู่ตลอดเวลา

แต่วันนี้แนวคิดนั้นกำลังพลิกหัวกลับ

ผลสำรวจพบว่า 60% ของผู้บริหารกองทุนทั่วโลกระบุว่า "สภาพคล่อง" มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่ตัวเลขอยู่ที่ 57% ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

มาร์ก ออสติน ผู้บริหารระดับสูงของ Northern Trust ในภูมิภาค EMEA อธิบายว่า นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังถือสินทรัพย์สภาพคล่องในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยมองว่ามันเป็น "คลังสำรองสำหรับรับมือความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์" ไม่ใช่แค่กองเงินที่จอดรอวันลงทุน




สองเหตุผลที่ทำให้สภาพคล่องกลายเป็น "สิ่งจำเป็น" อีกครั้ง


1. โลกที่ไม่แน่นอนบีบให้ต้องพร้อมรับมือทุกเวลา


ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ อัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินทั่วโลก ทำให้กองทุนต้องมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะ "เปลี่ยนท่า" ได้เร็วเมื่อจำเป็น

ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณเป็นผู้จัดการกองทุนบำนาญที่ดูแลเงินเกษียณของคนหลายหมื่นคน แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในตลาด คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าเงินส่วนใหญ่ "ติดอยู่" ในการลงทุนที่ขายได้ยาก? นั่นคือปัญหาที่นักลงทุนสถาบันกำลังเผชิญอยู่

2. การลงทุนในตลาดทุนนอกตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น จึงต้องการสภาพคล่องมากขึ้น


นี่คือเรื่องที่หลายคนอาจมองข้าม ผลสำรวจพบว่า 94% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก ลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นจาก 86% ในปี 2025 โดยสัดส่วนเฉลี่ยของสินทรัพย์ประเภทนี้ในพอร์ตการลงทุนอยู่ที่ 17%

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนร่วมลงทุน (Private Equity) หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ เมื่อลงทุนไปแล้ว ต้องการเงินเพิ่มเติมเป็นระยะ ที่เรียกว่า "capital calls" หรือการเรียกรับเงินจากนักลงทุนตามเงื่อนไข

ดังนั้น ยิ่งกองทุนลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งต้องการ "เงินสำรองสภาพคล่อง" ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีมากขึ้นเท่านั้น




ในสหราชอาณาจักร: อสังหาฯ ยังแรง พลังงานกำลังมา


เจาะลึกข้อมูลจากฝั่งสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะ พบว่า 86% ของกองทุนในอังกฤษลงทุนในตลาดทุนนอกตลาดหลักทรัพย์ โดยแยกประเภทได้ดังนี้:

  • อสังหาริมทรัพย์ 83% เลือกลงทุน

  • กองทุนร่วมลงทุน (Private Equity) 67%

  • ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน 67%


ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเรา? มันบอกว่าโลกการลงทุนระดับสถาบันไม่ได้มองแค่ผลตอบแทนระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระยะยาว โดยเฉพาะพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากในบริบทของความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ




สินทรัพย์ดิจิทัล: จากขอบสนาม สู่กลางสนาม


หนึ่งในข้อมูลที่น่าตกใจที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกระบุว่ามีการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว ส่วนในสหราชอาณาจักรตัวเลขนี้สูงถึง 50%

แต่จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ "เหตุผล" ที่อยู่เบื้องหลัง

ออสตินอธิบายว่านักลงทุนมีแรงจูงใจสองชั้น ชั้นแรกคือมองสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะ "สินทรัพย์ทางการเงิน" ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่ชั้นที่สองซึ่งน่าสนใจกว่าคือนักลงทุนกำลัง "มองเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง" ของสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการลงทุน

นี่คือมุมมองที่โตกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ "ซื้อเพราะราคาจะขึ้น" แต่เป็น "ลงทุนเพราะเทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิธีทำงาน"

สำหรับผู้ที่ยังไม่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เหตุผลหลักที่ให้ไว้คือความทนทานต่อความเสี่ยงที่ต่างกัน และความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะสำหรับกองทุนที่มีภาระผูกพันทางกฎหมายสูง




ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล: โอกาสมหาศาล แต่กำแพงก็สูง


ด้านเทคโนโลยี ผลสำรวจเผยให้เห็นทั้งความตื่นตัวและความท้าทายที่แท้จริง

เกือบ 70% ระบุว่า "การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์" คือความท้าทายสำคัญที่สุดในการดำเนินงาน ขณะที่ 57% บอกว่าปัญหาด้านการเชื่อมโยงข้อมูลและความถูกต้องของข้อมูลเป็นอุปสรรคหลัก

พูดง่ายๆ คือทุกคนอยากใช้ปัญญาประดิษฐ์ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่พร้อม หรือยังกระจัดกระจายอยู่ในหลายระบบ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกการเงิน แต่เป็นความเป็นจริงของทุกองค์กรขนาดใหญ่ที่กำลังพยายามนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้

ในส่วนของสหราชอาณาจักร:

  • 57% วางแผนเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีสำหรับการรายงานด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตามข้อกำหนด

  • 36% วางแผนเพิ่มงบสำหรับเทคโนโลยีด้านการซื้อขาย การวิเคราะห์การลงทุน และการบริหารสภาพคล่อง

  • 64% กำลังมองหาการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน


ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในระบบและเทคโนโลยีไม่ใช่แค่ "ค่าใช้จ่าย" แต่กลายเป็น "การลงทุนเชิงกลยุทธ์" ที่สำคัญไม่แพ้การเลือกสินทรัพย์เลยทีเดียว




บทเรียนสำหรับนักลงทุนทุกระดับ


คุณอาจคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา แต่ถ้าคิดแบบนั้นก็ถือว่ามองข้ามบทเรียนสำคัญไป

หลักการที่กองทุนยักษ์ใหญ่กำลังปรับใช้นั้นสามารถนำมาปรับกับพอร์ตของเราได้เช่นกัน

ลองมองดูว่าพอร์ตการลงทุนของคุณมีสภาพคล่องเพียงพอไหม ในสภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน อสังหาริมทรัพย์ติดขายยาก หรือกองทุนที่ลงทุนไว้ไม่สามารถถอนเงินได้ทันที การมีเงินสดหรือสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินได้เร็วในสัดส่วนที่เหมาะสมคือการ "ซื้อความยืดหยุ่น" ให้กับตัวเอง

ในยุคที่ข่าวสารเดินทางเร็วกว่าการตัดสินใจ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การถือสภาพคล่องไว้บ้างไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ ความฉลาดเชิงกลยุทธ์




สรุปและแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง


จากงานวิจัยของ Northern Trust ครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมืออาชีพควรจดจำไว้ดังนี้:

1. มองสภาพคล่องใหม่: อย่ามองว่าการถือเงินสดคือการ "เสียโอกาส" แต่มองว่ามันคือ "ประกันเชิงกลยุทธ์" ที่คุ้มค่าในยุคที่ไม่แน่นอน

2. กระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด: การลงทุนในสินทรัพย์หลากประเภทนั้นดี แต่ต้องไม่ลืมว่าสินทรัพย์บางประเภทต้องการเงินเพิ่มเติมเป็นระยะ ดังนั้นการวางแผนกระแสเงินสดจึงสำคัญไม่แพ้การวางแผนผลตอบแทน

3. อย่ากลัวเทคโนโลยี แต่จัดการข้อมูลให้พร้อมก่อน: ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติสามารถเปลี่ยนวิธีลงทุนและบริหารพอร์ตได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าข้อมูลที่ป้อนเข้าไปไม่ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะไม่ดีตามไปด้วย

4. ติดตามกฎระเบียบด้านสินทรัพย์ดิจิทัล: ไม่ว่าคุณจะลงทุนหรือไม่ก็ตาม ทิศทางของกฎระเบียบในประเทศต่างๆ จะส่งผลต่อตลาดการเงินโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5. ลงทุนในความรู้และระบบ: กองทุนระดับโลกกำลังเพิ่มงบด้านเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นสัญญาณว่าในยุคนี้ "ข้อมูลที่ดี" และ "ระบบที่แม่นยำ" คือข้อได้เปรียบที่แท้จริง

โลกการลงทุนกำลังซับซ้อนขึ้นทุกวัน แต่หลักการพื้นฐานยังคงเดิม นั่นคือ ผู้ที่เตรียมพร้อมและยืดหยุ่นได้ดีกว่า มักจะเป็นผู้ที่รอดและเติบโตได้ในทุกสภาวะ




Tags: การลงทุน, กลยุทธ์ทางการเงิน, สภาพคล่อง, กองทุนบำนาญ, ตลาดทุน, สินทรัพย์ดิจิทัล, ปัญญาประดิษฐ์, การบริหารความเสี่ยง, อสังหาริมทรัพย์, พลังงานทดแทน, กองทุนรวม, นักลงทุนสถาบัน, เศรษฐกิจโลก, เทคโนโลยีการเงิน, การกระจายความเสี่ยง, ภูมิรัฐศาสตร์, ตลาดการเงิน, การวางแผนการลงทุน, นวัตกรรมการเงิน, investment strategy

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *